แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Key แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Key แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

Petri-Net-Based

Petri Net คือ การใช้การแสดงผลโดยเส้นและเครื่องมือสร้างรูปแบบทางคณิตศาสตร์ โดย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายๆระบบ Petri Net เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับใช้ในการอธิบายและศึกษาข้อมูลกระบวนการต่าง ๆ ในระบบในลักษณะของการบรรจบกัน, การเข้าจังหวะ, การกระจายข้อมูล, แบบขนาน, nondeterministic รวมทั้ง stochastic โดยPetri Net สามารถที่จะใช้ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

Bottleneck Problem

ระบบคอมพิวเตอร์สมัยก่อน หน่วยประมวลผลมีความเร็วในการประมวลผลไม่มากนักทำให้การโอนย้ายข้อมูล ระหว่างหน่วยประมวลผลกับหน่วยความจำกระทำได้โดยไม่ก่อให้เกิดการเสียเวลา แต่การพัฒนาของหน่วยประมวลผลเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่า การพัฒนาของหน่วยความจำมากทำให้ปัจจุบันอัตราการประมวลผลของหน่วยประมวลผล สูงกว่าอัตราการโอนย้ายข้อมูลระหว่าหน่วยประมวลผลกับหน่วยความจำมาก สถานะการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาในรูปแบบคอขวด (Bottleneck problem) ขึ้น นั่น คือจุดเชื่อมต่อระหว่างหน่วยความจำกับหน่วยประมวลผลทำให้ประสิทธิภาพของระบบ ลดลง เราเรียกคอขวดระหว่างหน่วยประมวลผลกับหน่วย ความจำว่า คอขวดของวอนนอยแมน (von Neumann Bottleneck)

ที่มา : http://www.cpe.ku.ac.th/~pom/courses/204221/doc/chap4.doc

Verification

Verification คือ กระบวนการประเมิณค่าของระบบ หรือ ส่วนประกอบ เพื่อกำหนดว่า software หรือ ส่วนประกอบ ที่จะออกมานั้นเป็นไปตามความต้องการ ซึ่งจะทำในช่วงก่อนการเริ่มทำการ development software โดย Verification activities นี้จะประกอบด้วยการ Testing และ Reviews

ที่มา : Testing Overview and Black.pdf

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

Computer architecture

สถาปัตยกรรมระบบคอมพิวเตอร์

สถาปัตยกรรมตัวประมวลผลที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก แบบแรกเรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบ Von Neumann ตามชื่อของศาสตราจารย์ John Von Neumann ผู้คิดค้นระบบนี้ขึ้นมา หัวใจสำคัญคือทั้งคำสั่ง และข้อมูลจะถูกเก็บบนหน่วยความจำเดียวกัน ในสมัยก่อนจะเรียกระบบนี้ว่า ระบบคอมพิวเตอร์แบบเก็บค่าโปรแกรม (stored program computer) การที่ทั้งโปรแกรมและข้อมูลถูกจัดเก็บในหน่วยความจำร่วมกันทำให้แก้ไขโปรแกรมได้โดยง่าย หรือทำได้แม้กระทั่งเขียนโปรแกรมที่สามารถแก้ไขตัวเองได้ แต่ก็จะมีข้อเสียตามมาคือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น โปรแกรมก็จะถูกเขียนทับโดยง่ายเช่นกัน นอกจากนั้นยังประสบปัญหาคอขวด (bottleneck) เมื่อต้องการเคลื่อนย้ายข้อมูลจำนวนมาก เพราะตัวประมวลผลจะต้องรอ เมื่อข้อมูลถูกอ่านและเขียนจากหน่วยความจำ ในปัจจุบันการเขียนโปรแกรมที่สามารถแก้ตัวเองนั้นไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากยากต่อการดีบัก

โดยปัญหาเรื่องความเร็วการเคลื่อนย้ายข้อมูลนี้เอง สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์อีกแบบหนึ่งมีชื่อเรียกว่า Harvard ชื่อนี้มีที่มาทางประวัติศาสตร์คือ เริ่มต้น จากเครื่อง Harvard Mark I ที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบใช้รีเลย์ และมีการเก็บโปรแกรมกับข้อมูลแยกส่วนกัน อันเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างจากระบบ Von Neumann กล่าวคือ สถาปัตยกรรม Harvard จะมีหน่วยความจำสำหรับเก็บโปรแกรมและข้อมูลแยกจากกันนั่นเอง ทำให้มีความเร็วในการประมวลผลดีกว่าแบบ Von Neumann แต่ข้อเสียสำหรับโปรแกรมเมอร์คือ ใช้งานยากกว่า เพราะหน่วยความจำสำหรับโปรแกรมและข้อมูลมีแอดเดรสสเปซแยกจากกัน

ในคอมพิวเตอร์สมัยใหม่จึงนิยมใช้สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Modified Harvard Architecture คือ พยายามรวมเอาข้อดีของแบบ Von Neumann และ Harvard เข้าด้วยกัน โดยจะมีชุดคำสั่งและฮาร์ดแวร์ที่เป็นตัวเชื่อมให้โปรแกรมเมอร์สามารถเข้าถึงหน่วยความจำได้โดยสะดวก ดังนั้นผู้ใช้จะมองเห็นระบบที่มีลักษณะเหมือน Von Neumann แต่ตัวฮาร์ดแวร์จริงจะทำงานแบบ Harvard ไมโครคอนโทรลเลอร์และตัวประมวลสัญญาณดิจิทัลส่วนใหญ่จะใช้สถาปัตยกรรมแบบ Modified Harvard

ที่มา : ดร.วโรดม ตู้จินดา, http://pirun.ku.ac.th/~fengvdt/ecsbook/ecsbook.pdf